หมายเหตุ : นางสาวธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (Business Research Center) บริษัท Asia Insight Technology กล่าวบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ Decoding Myanmar’s 2026 Economy เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ SEA- Junction หอศิลป์ฯ กทม. มีประเด็นสำคัญดังต่อๆไปนี้
เหตุที่เมียนมาจึงสำคัญสำหรับการลงทุน
นางสาวธัญณิชา กล่าวว่า การทำงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน ที่สนับสนุนข้อมูลการลงทุนอย่างรอบด้านทั้งมิติเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยใช้มุมมองเรื่องความมั่นคงเข้ามาจับด้วย เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การเห็นภาพเรื่องความมั่นคงในประเทศที่เราสนใจลงทุนเป็นเรื่องสำคัญและช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้
สำหรับเมียนมา ทางศูนย์ฯมองว่า เรามองว่าเมียนมายังมีศักยภาพ โดยเฉพาะสำหรับคนไทย ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเมียนมา
“ในฐานะคนไทย เราเห็นเมียนมาเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดประเทศไทยเสมอ มองทางซ้ายก็จะเห็นเมียนมาอยู่ตลอดเวลา เมียนมาและไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ (Thailand -Mymanmar Inter- Connectedness) ไทยกับเมียนมาไม่ใช่เพื่อนบ้านธรรมดา หากแต่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ การค้า เศรษฐกิจชายแดน และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมานานหลายทศวรรษ" นางสาวธัญณิชา กล่าว
ประเด็นต่อมา คือ ณ ขณะนี้มหาอำนาจต่างให้ความสนใจกับเมียนมา (Global Powers’ Changing Engagement with Myanmar) โดยบริบทโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เมียนมากำลังกลายเป็นพื้นที่แข่งขันของมหาอำนาจ ทั้ง จีน อินเดีย รัสเซีย และ สหรัฐ
โดยจีน และ อินเดียมอบเรือดำน้ำให้เมียนมาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สะท้อนว่าความสัมพันธ์ต้องดีมากๆ เพราะเรือดำน้ำไม่มีใครให้กันฟรีๆ เมียนมาและอินเดียมีความใกล้ชิดกันมากเพราะเคยตกอยู่ในอิทธิพลของอาณานิคมของอังกฤษ
อีกทั้งจีนยังมีบทบาทสำคัญ คงสนับสนุนทั้งเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง รัสเซียมีแผนลงทุนที่ท่าเรือทวาย ขณะที่สหรัฐมีการยกเลิกการคว่ำบาตรในบางบริษัทของเมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึันมาก่อน นี่คือสัญญาณว่า เมียนมาอยู่ในเรดาร์ของโลก และประเทศไทยไม่สามารถยืนอยู่นอกเกมนี้ได้
นอกจากนี้เมียนมายังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของตำแหน่งที่ตั้ง (Strategic Location as a Bridge) ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เมียนมาเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง จีนและอินเดียและยังเป็นประตูสู่ภุูมิภาคอาเซียน ทำให้รอบเมียนมามีประชากรล้อมรอบกว่า 3500 ล้านคน หรือประชากรเกือบครึ่งโลกอยู่ที่นี่ โดยอินเดียกว่า 1,400 ล้านคนจีนกว่า 1,400 ล้านคน อาเซียนราว 700 ล้านคน รวมถึงบังคลาเทศอีก 200 ล้านคนด้วย
ขณะที่ไทยและเมียนมารวมกันมีประชากรราว 130 ล้านคน โดยไทย 70 ล้าน เมียนมา 55 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาค อีกทั้งเมื่อพิจารณา GPD ของทั้ง 2 ประเทศ ที่ถูกเวียดนามทิ้งห่างไปทุกที เห็นได้ว่าศักยภาพของทั้ง 2 ประเทศ ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่
หลายคนอาจคิดว่าจีนกับอินเดียอยู่ไกลจากประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วในแผนที่ระยะทางจากชายแดนไทย (เชียงราย) ไปอินเดียราว 700 กิโลเมตร เหมือนกรุงเทพ-เชียงใหม่ ขณะที่จากชายแดนไทย ไปจีน เพียงแค่ 130 กิโลเมตรเท่านั้น เปรียบเหมือนกรุงเทพ-เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลเลย ซึ่งทั้งจีนและอินเดีย รอสนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้เมียนมาอย่างเต็มที่ เพราะทั้ง2 ประเทศต่างมีความพร้อมในเรื่องนี้
"หากเมียนมาสงบและสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถนนหนทางได้ เมียนมาและไทยสามารถผนึกกันเป็นสะพานเศรษฐกิจให้ภูมิภาค เพื่อมาอาเซียนไปหาจีนและอินเดีย และพาจีน อินเดีย มาสู่ภูมิภาค เมียนมาสามารถเป็นจุดเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภูมิภาคได้"
ลงลึกจากภาคสนาม : เมียนมาในกรอบ SWOT
อย่างไรก็ตามแม้เราจะเชื่อว่าเมียนมามีศักยภาพในการลงทุน แต่ในข้อเท็จจริงเราต้องหาข้อมูลอีกมาก จึงเป็นที่มาของการทำวิจัยเรื่องเมียนมาด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับตัวแทนกลุ่มต่างๆในเมียนมา ทั้งฝ่ายรัฐบาล พลเอกซอ มิน ทุน โฆษกรัฐบาล กลุ่ม รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ' (National Unity Government: NUG) กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ ตัวแทนนักธุรกิจ นักกิจกรรมการเมือง ประชาชน และนักศึกษาเมียนมาในไทย เพื่อประเมินเมียนมาในมุมการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยใช้ SWOT ิเป็นกรอบในการวิเคราะห์ มีผลดังนี้
จุดแข็ง : พื้นฐานประเทศยังแข็งแรง
เมียนมายังมีจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
หนึ่ง ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งรายล้อมด้วยประชากรกว่าครึ่งโลก และเป็น Gateway สู่ ASEAN อย่างแท้จริง
สอง ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ทั้งอัญมณี แร่หายาก พลังงาน เกษตร และประมง เมียนมาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังมีทรัพยากรครบถ้วนในโลกปัจจุบัน
สาม ทุนมนุษย์และปัญญาชนที่เข้มแข็ง แม้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องออกนอกประเทศจากความไม่สงบ แต่จากการสัมภาษณ์ คนเหล่านี้ไม่ได้ “ทิ้งบ้าน” หากเพียง “รอเวลา”
“เขาบอกว่าไม่ได้ไม่อยากกลับ แต่รอเวลาที่เหมาะสม” ( We are not saying that we will not back home , we are waiting for the right time)
เมียนมายังมีมรดกทางการศึกษาและระบบราชการจากยุคอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งสะท้อนผ่านทักษะภาษาอังกฤษและเครือข่ายปัญญาชนในอดีตที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เช่น นายอู ถั่น ที่ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ คนที่ 3 ระหว่างปี 2504-2514 หรือกว่า 50 ปีที่แล้ว ที่ถือว่าเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ สะท้อนว่าระบบการศึกษาของเมียนมามีความก้าวหน้า และหากประเทศสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าเมียนมาจะกลับมาได้เร็วอย่างแน่นอน
จุดอ่อน : ความขัดแย้งที่ยื้ดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ-สังคมรุนแรง
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของเมียนมายังคงชัดเจน ในเรื่องความขัดแย้งยืดเยื้อบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐ รวมถึงความไม่เป็นเอกภาพระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้าน ทำให้การรวมพลังเป็นเรื่องยากและมีผลต่อการต่อสู้ที่ทำให้ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน การขาดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเจรจาอย่างจริงจัง เพราะแต่ละกลุ่มไม่สามารถคุยกันได้
"สำหรับเมียนมา การพูดคุยกันระหว่างกลุ่มต่อต้านและรัฐบาลว่ายากแล้ว แต่การพูดคุยกันเองระหว่างกลุ่มต่อต้านรัฐบาล/ชาติพันธ์ุด้วยกันเองยากยิ่งกว่า ทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อ เพราะไม่สามารถปิดจบได้"
โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคม เงินเฟ้อ รายได้ลด ระบบสาธารณสุขและการศึกษาขาดทรัพยากร ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดอ่อนของเมียนมาที่เราพบ
โอกาส : ฉันทามติร่วมความมั่นคงทางการเมืองต้องมาก่อน
สำหรับโอกาส แน่นอนว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาส เมียนมาก็เช่นกัน ท่ามกลางความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง สิ่งที่น่าสนใจคือเมียนมายังมี “ฉันทามติร่วม” ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน โดยทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าความมั่นคงทางการเมืองต้องมาก่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะหากประเทศไม่มีความมั่นคงการพัฒนาใดๆก็เกิดขึ้นยาก
อีกทั้งยังมีการเรียกร้องในเรื่องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐบาลและกลุ่มต่อต้าน โดยเริ่มจากการปล่อยตัวนักโทษการเมือง โดยเฉพาะนางออง ซาน ซูจี ซี่งขณะนี้อายุ 80 ปีแล้ว ซึ่งหากมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองดังกล่าว ก็สามารถเเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ที่ทำให้สังคมเมียนมา หันหน้าพูดคุยกันได้
นอกจากนี้สิ่งที่คนเมียนมาเห็นตรงกัน คือ ในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยความต้องการเร่งด่วนคือไฟฟ้า 24 ชั่วโมง ถนนหนทางที่สามารถเดินทางได้ตลอด อินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียร การสื่อสารโทรคมนาคม
นี่คือโอกาสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเป็นไปได้สูง และคงไม่มีการต่อต้าน เพราะตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน
อีกสัญญาณสำคัญคือ “ความเหนื่อยล้าจากความขัดแย้ง" (Conflict Fatigue) หลายฝ่ายยอมรับว่าการรักษาชีวิตสำคัญที่สุด และอาจนำการเปิดพื้นที่การเจรจา ซึ่งเรื่องนี้กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ ได้เปิดใจว่า
"ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม หากสามารถลดการสูญเสียการบาดเจ็บล้มตาย การย้ายถิ่นฐานของครอบครัวได้ ก็จะทำ ซึ่งรวมถึงการพูดคุยกับรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ หากมีกลุ่มใดทำแบบนั้น ซึ่งตรงนี้ทางศูนย์ฯมองว่าหากเป็นแบบนี้สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา อาจจะค่อยๆคลี่คลายได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา " นางสาวธัญณิชา กล่าว
นอกจากนี้การลงทุนในเมียนมา ยังมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะคนเมียนมาเปิดรับการลงทุนและภูมิใจที่ประเทศพวกเขามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ พวกเขาไม่ได้สนใจว่าประเทศไหนจะมาลงทุนแต่สนใจว่า คนเมียนมาและคนชุมชนได้อะไรบ้าง ดังนั้น การลงทุนในเมียนมาทำได้ แต่ต้องดูแลคนเมียนมาด้วย โดยเฉพาะแรงงานที่พวกเขาควรได้รับสวัสดิการ การดูแลเรื่องที่อยู่อาศัย ระบบวันลาที่เป็นสากล เป็นต้น นักลงทุนที่จะเข้าไปต้องเรียนรู้บริบทและความต้องการเหล่านี้
สิ่งคุกคามและความเสี่ยง : ความขัดแย้งยืดเยื้อ -การคว่ำบาดรจากนานาชาติ
ความขัดแย้งยังมีแนวโน้มยืดเยื้อจะบั่นทอนความน่าดึงดูดในการลงทุนของเมียนมา โดยนักลงทุนต้องยอมรับความจำเป็นว่า หากจะลงทุนในเมียนมาในตอนนี้ ต้องมีการประสานกับกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น หากนักลงทุนต้องการลงทุนเรื่องโครงการเขื่อนมิตโซน (Myitsone Dam) ในรัฐคะฉิ่น ก็ต้องมีการเจรกับกลุ่มรัฐบาล กลุ่ม KIA/KIO and the NUG ก่อนเพื่อตกลงว่าใครจะได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้าง ซี่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม้ได้
นอกจากนี้ต้องระวังเรื่่องแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก โดยเฉพาะจากยุโรปที่มีการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่อง
และความเสี่ยงสำคัญที่สุด คือการสูญเสียคนทั้งเจเนอเรชันจากระบบการศึกษาที่ขาดช่วง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น นักลงทุนจึงถูกเรียกร้องให้ลงทุนควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน (Re/Up Skills) เพื่อไม่ให้ประเทศติดกับดักการพัฒนาระยะยาว
ทั้งหมดนี้ เมียนมาจึงไม่ใช่เกมสั้น แต่เป็นเรื่องที่ใช้เวลา ดังนั้น อนาคตของเมียนมาจะขึ้นอยู่กับการสร้างความไว้วางใจ การเจรจาที่ลดการสูญเสีย และการเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน
| ธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (ฺBusiness Research Center) บริษัทเอเชีย อินไซต์ เทคโนโลยี |
#######