ถอดกรอบคิด “เมียนมารูปใหม่” กับโจทย์ความมั่นคง–เศรษฐกิจที่ไทยต้องเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์


หมายเหตุ : ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ  กล่าวบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ Decoding Myanmar’s 2026 Economy : Security and Geopolitics Dimension  จัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (Business Research Center) บริษัท Asia Insight Technology เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569  ณ  SEA- Junction หอศิลป์ฯ กทม.  มีประเด็นสำคัญดังต่อๆไปนี้ 

 

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  ผู้เชี้ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ 

 เมียนมาไม่ใช่ช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กำลัง “ขึ้นรูปประเทศใหม่” ทั้งระบบ

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ  ระบุว่า การทำความเข้าใจสถานการณ์เมียนมาในปัจจุบัน จำเป็นต้องตั้งกรอบการมองใหม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  หรือยุคของอองซาน ซูจี หากแต่เป็นกระบวนการ “ขึ้นรูปประเทศใหม่” (Forming a New Country) อย่างเป็นระบบ

ดร.ปณิธาน ชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉุกละหุก แต่เป็นผลจากแรงกดดันทางโครงสร้างทั้งภายในประเทศและจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่บีบให้เมียนมาต้องปรับรูปประเทศครั้งใหญ่ ไม่ใช่การค่อย ๆ ปรับ แต่เป็นการถูก “บังคับให้เปลี่ยน”

โดยเฉพาะกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นการเลือกตั้งแบบสุ่มหรือเฉพาะกิจ หากแต่มีการออกแบบ วางระบบ และกำหนดผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้ฝ่ายรัฐสามารถควบคุมกระดานการเมืองได้ทั้งหมด

ดร.ปณิธาน ระบุว่า คำถามสำคัญของประชาคมโลกไม่ใช่เรื่องชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลเมียนมา แต่คือ “เข้าใจโครงสร้างประเทศรูปใหม่นี้มากพอหรือยัง” และ “จะเข้าไปมีส่วนช่วยลดต้นทุนความรุนแรงได้อย่างไร”



 หลังเลือกตั้ง ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นทันที และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ

ดร.ปณิธาน ประเมินว่า ภายหลังการเลือกตั้ง ความรุนแรงในเมียนมาจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเฉพาะในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยและแนวชายแดน ทั้งในรูปแบบของการปะทะ การปราบปราม และการจัดระเบียบกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านรัฐ

จากการประเมินร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สื่อข่าวต่างชาติที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ พบว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้น “ทันทีหลังการเลือกตั้ง” (Immediately  Right After Election) และไม่ใช่ความรุนแรงแบบไร้ทิศทาง แต่เป็นความรุนแรงที่มีการเตรียมการ มีอาวุธ มีขีดความสามารถ และมีเป้าหมายชัดเจน

ดร.ปณิธาน มองว่า ความรุนแรงในระยะนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐ หากแต่เป็น “เครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคง” ที่ถูกใช้เพื่อบังคับให้ทุกฝ่ายเข้าสู่โครงสร้างประเทศใหม่ที่กำลังถูกออกแบบขึ้น เพราะรัฐบาลจะชนะ 

 "จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญและสื่อระหว่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด เห็นตรงกันว่า จะเกิดการปราบปรามและปะทะทางทหารเพิ่มขึ้น ทั้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยง และกลุ่มต่อต้านรัฐ (PDF)

ความรุนแรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “บีบพื้นที่” เพื่อจัดระเบียบอำนาจใหม่ และบังคับให้ทุกฝ่ายต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาในเงื่อนไขที่รัฐกำหนด"

 



 ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ พร้อมการแทรกแซงของมหาอำนาจ

ดร.ปณิธาน ระบุว่า เมียนมากำลังเข้าสู่ช่วงของ “ความขัดแย้งต่อเนื่อง” (Continuum of Conflict) ซึ่งจะไม่จบลงในระยะสั้น แต่จะดำเนินควบคู่ไปกับกระบวนการเจรจา โดยเฉพาะกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ท่อก๊าซ แหล่งทรัพยากร และเส้นทางคมนาคม จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งการสู้รบและการเจรจา พร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจ ทั้งจีน อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งต่างมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในเมียนมา

ดร.ปณิธาน ชี้ว่า เมียนมาไม่ต้องการย้อนกลับไปติดอยู่ในสภาพเดิมที่ดำรงอยู่มากว่า 50 ปี และไม่ยอมเริ่มต้นวงจรความขัดแย้งใหม่อีกครั้งในระยะยาว การสร้างสมดุลใหม่จึงเป็นทางเลือกเดียวที่เมียนมาเห็นว่า “ไปต่อได้” เพราะไม่มีใครอยากกลับไปอยู่ในภาวะสงครามแบบที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว 


ทรัพยากร–เศรษฐกิจ–การลงทุน  พาเมียนมาพ้นภาวะ Forever War

ดร.ปณิธาน ระบุว่า เมียนมาเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างยิ่ง ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ แร่หายาก พลังงาน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีน อินเดีย และอาเซียน

พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นทั้ง “สนามแข่งขัน” และ “แรงดึงดูดการลงทุน” ในอนาคต หากสามารถหาสมดุลใหม่ทางการเมืองได้ นักลงทุน ภาคเอกชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการประคองประเทศในระยะยาวแทนกองกำลังติดอาวุธ 

อย่างไรก็ตาม ดร.ปณิธาน ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเอง หากไม่มีการผลักดันเชิงยุทธศาสตร์จากทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย อาเซียน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ดร.ปณิธาน  กล่าวว่า  เมียนมาอาจไม่ได้เลือกเส้นทางที่สวยงาม แต่เป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโครงสร้างเดิมไม่สามารถพาประเทศเดินต่อไปได้อีก แต่เขาจะไม่ยอมอยู่ในภาวะ Forever War อีกต่อไป

โจทย์สำคัญของไทยและอาเซียน คือการปรับกรอบคิดใหม่ต่อเมียนมา เข้าใจพลวัตประเทศรูปใหม่นี้ให้ทัน และหาจุดเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดความรุนแรงในระยะยาว ไม่ใช่การมองเมียนมาเป็นเพียงปัญหาชายแดน หรือวิกฤตด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

สำหรับประเทศไทย เมียนมาไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และแรงงาน ไทยจึงควรตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าจะมีบทบาทช่วยลดความขัดแย้งระยะยาวโดยไม่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร หากไทยและอาเซียนยังมองเมียนมาผ่านกรอบเดิม อาจพลาดโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ


บทบาทไทยต้องเป็น “Broker” การหยุดยิง

ดร.ปณิธาน  กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยผลักดันสันติภาพและการเปิดประเทศของเมียนมา แต่ต้องเป็นบทบาทที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างอำนาจในเมียนมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงพันธมิตรอย่างสิงคโปร์ ได้ขยับเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังแล้ว ไทยจึงไม่อาจเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หรือคนกลางเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ผู้กำหนดยุทธศาสตร์” อย่างแท้จริง

ทั้งนี้บทบาทที่ไทยต้องทำทันที คือ การเพิ่มแรงกดดันต่อ PDF และทุกฝ่าย  โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอุปกรณ์ การเงิน หรือโลจิสติกส์ ไทยต้องชัดเจนว่า

เราไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่พักพิงหรือฐานปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

การควบคุมพื้นที่เหล่านี้ จะทำให้ไทยมี อำนาจต่อรองทางการเจรจา มากขึ้น
พร้อมกันนั้น ต้องส่งสัญญาณไปยังฝ่ายรัฐบาลเมียนมาด้วยว่า สันติภาพเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายรัฐบาลเริ่มเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาเริ่มสนใจการพูดคุยสันติภาพมากขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

จากนั้น ไทยต้องเดินหน้าพูดคุยกับกลุ่มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพว้า กลุ่มกะเหรี่ยง และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อดึงทุกฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจาให้ได้


ดร.ปณิธาน เห็นว่า ด้วยความได้เปรียบด้าน ภูมิศาสตร์ ความใกล้ชิด และความสัมพันธ์ในพื้นที่ชายแดนประเทศไทยควรรับบทเป็น “ตัวกลาง” หรือ broker ในการผลักดันการหยุดยิง (Ceasefire) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  แต่สนับสนุนให้เกิด “พื้นที่การเมืองใหม่” ที่การพูดคุยมีความหมายจริง ลดการเผชิญหน้า และสร้างเงื่อนไขให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราวในบางพื้นที่  เพราะหากยังไม่มีการหยุดยิง การพูดคุยทางการเมืองใด ๆ จะไม่มีทางเดินหน้าได้ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายไทยต้องคุยกับจีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรป และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ไปพร้อมกัน

 อย่างไรก็ตามการเจรจาของเมียนมาแตกต่างจากความขัดแย้งในประเทศอื่นอย่างมาก  เพราะเมียนมามีกลุ่มติดอาวุธมากกว่า 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเป้าหมาย อุดมการณ์ และผลประโยชน์แตกต่างกัน การเจรจาจึงซับซ้อนกว่ามาก   โดยเฉพาะหากเทียบกับกรณีอินเดีย–ปากีสถาน การเจรจาทำได้ง่ายกว่า เพราะสามารถคุยกับแต่ละฝ่ายแยกห้องกัน แล้วนำข้อเสนอมาเจอกันตรงกลาง ผมมีเพื่อนที่เคยอยู่ในทีมเจรจาลักษณะนี้ และกระบวนการค่อนข้างชัดเจน

อาจารย์ปณิธาน  กล่าวว่า    หลังหยุดยิงต้องมีการฟื้นฟูชีวิตประชาชนก่อนการเมือง เมื่อการหยุดยิงเริ่มมีเสถียรภาพ สิ่งที่ต้องทำต่อทันทีคือ ทำให้อินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ เปิดมหาวิทยาลัย ให้ระบบน้ำ ไฟฟ้า โรงพยาบาล กลับมาทำงาน ทำให้ชีวิตประจำวันของประชาชนกลับมา “ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้”เมียนมาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ ผู้คน และศักยภาพมหาศาล  แต่ปัญหาคือการบริหารจัดการที่ผิดพลาด  (Mismanagement Totally) ทำให้ทุกคนโกรธทุกคน สิ่งที่ต้องทำคือ “ทำให้ทุกฝ่ายใจเย็นลง แล้วนั่งทำงานร่วมกัน”


เมียนมา = หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทยในอนาคต

 ทั้งนี้มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ไทยสามารถผลักดันได้ทันที คือการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญของความชอบธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกทางการเมืองในลำดับถัดไป

อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่จะมีบุคลากรที่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ได้มากเพียงพอหรือไม่ เพราะการขยับเข้าไปในเมียนมาไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่ต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงควบคู่กัน หากจะเดินหน้าอย่างจริงจัง ไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ในระดับที่เข้มข้นกว่ากรณีประเทศเพื่อนบ้านอื่น เนื่องจากเมียนมาเป็นพื้นที่ที่มีเดิมพันสูงทั้งด้านทรัพยากร เส้นทางคมนาคม และความมั่นคงชายแดน

หากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นบริบทใหม่ของการต่างประเทศไทยอย่างแท้จริง ชายแดนยาวกว่า 2,400 กิโลเมตรที่เคยเป็นภาระ อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอาศัยผู้นำและยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น หรือการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า เพราะเมียนมาไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ในไม่กี่วัน หากแต่เป็นโจทย์ระยะยาวที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป" 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ชี้ว่า สำหรับภาคธุรกิจไทยต้องมีบทบาท แต่ต้องโปร่งใส  โดยรัฐบาลไทยต้องดึงภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านโครงการลงทุนที่ถูกกฎหมาย การค้าไทย–เมียนมาปียังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่ปัญหาคือ ผลประโยชน์ใต้โต๊ะยังทำกำไรได้มากกว่า ถ้าจะเปลี่ยนโครงสร้าง ต้อง “ปราบผลประโยชน์นอกระบบ” และดันธุรกิจเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็น

"เมียนมาไม่ใช่ศัตรู และไม่ใช่แค่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทยในอนาคต สำคัญกว่ากัมพูชา ลาว หรือเวียดนามในหลายมิติ ผมเชื่อว่าผู้นำเมียนมารุ่นใหม่จำนวนมาก จะเป็นคนที่เติบโตในประเทศไทย พูดภาษาไทย เข้าใจสังคมไทย และทำงานร่วมกับเราได้ง่ายกว่าเดิม  ทั้งในโลกที่กำลังเผชิญการแข่งขันของมหาอำนาจ หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่รวมพลังกัน สงครามของมหาอำนาจจะเคลื่อนเข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของทุกประเทศในภูมิภาคนี้" ดร.ปณิธาน กล่าาว  


######